
ภาคต่อจาก “จีนวางหมากล่วงหน้า รับมือวิกฤตน้ำมันอิหร่าน” 1/2 มีคำถามหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่ได้คาดถึงจุดนั้น ประเทศที่เสียหายหนักที่สุดจากวิกฤตน้ำมันอย่างประเทศจีน กลายเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากวิกฤตนั้นในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?
เบื้องหลังของคำตอบนี้เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 2026 เมื่อจีนทำลายสถิติโลกด้วยการส่งออกโซลาร์เซลล์พุ่งสูงถึง 68 กิกะวัตต์ในเดือนเดียว ซึ่งสูงกว่าเดือนก่อนหน้าถึง 2 เท่า และเทียบเท่ากับกำลังผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกือบ 70 แห่งรวมกัน ส่งผลให้ยอดขายรวมในกลุ่มพลังงานสะอาดของจีนพุ่งแตะ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ และยอดขายแบตเตอรี่พุ่งแตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทุบสถิติรายเดือนในประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ปรากฏการณ์นี้เกิดจากสองแรงผลักดันพร้อมกันอย่างพอดิบพอดี แรงขับเคลื่อนแรกคือ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแพงขึ้น จนบีบให้ประเทศต่าง ๆ ราว 60 แห่งต้องเร่งหันมาพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ในขณะที่แรงขับเคลื่อนที่สองคือ การที่ผู้ซื้อทั่วโลกต่างเร่งกักตุนสินค้าก่อนที่ทางการจีนจะยกเลิกนโยบายคืนภาษีส่งออกในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนแผงโซลาร์ที่จะปรับเพิ่มขึ้นจริงราว 9%
ในวิกฤตครั้งนี้ ทวีปเอเชียและแอฟริกากลายเป็นกำลังซื้อหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต โดยมียอดนำเข้ารวมกันคิดเป็น 3 ใน 4 ของยอดที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ฝั่งแอฟริกามียอดนำเข้าพุ่งสูงถึง 176% ขณะที่เอเชียเติบโตขึ้น 100% โดยมีประเทศอย่างอินเดีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ที่เร่งสั่งซื้อเพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์ภายในปี 2030 แม้แต่ในประเทศที่เข้าถึงไฟฟ้าต่ำที่สุดอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ก็มียอดนำเข้าโซลาร์จากจีนพุ่งสูงอย่างโดดเด่น จนจำนวนตัวแทนจำหน่ายแผงโซลาร์ของจีนในคองโกเพิ่มขึ้นจาก 80 รายในปี 2022 ทะยานขึ้นเป็นกว่า 1,000 รายในปัจจุบัน
ความน่าสนใจในการเดิมเกมของจีนครั้งนี้ ได้มีการขยายประเภทสินค้าไปถึงกลุ่มธุรกิจแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน โดยเยอรมนีเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาที่แม้จะมีความตึงเครียดทางการค้ากับจีนอย่างหนัก แต่ในยามวิกฤตพลังงาน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดในประเทศมักอยู่เหนือกว่าแรงกดดันทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ภาพความสำเร็จนี้ไม่ได้สดใสไปเสียทั้งหมด เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางมียอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซขัดขวางเส้นทางการค้าในภูมิภาคของตนเอง
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์คือแนวโน้มพฤติกรรมของผู้ซื้อที่เปลี่ยนไป โดยประเทศต่าง ๆ เริ่มหันมาสร้างฐานการประกอบแผงเองภายในประเทศ ส่งผลให้การส่งออกเซลล์และแผ่นซิลิกอนซึ่งเป็นชิ้นส่วนต้นน้ำจากจีนเติบโตเร็วกว่าแผงสำเร็จรูปอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้ขายผลิตภัณฑ์ แต่กำลังส่งออกห่วงโซ่การผลิตไปยังทั่วโลก เพื่อผูกตัวเองให้เป็นแกนกลางที่ระบบพลังงานสะอาดของโลกขาดไม่ได้อย่างถาวร
ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 ทำหน้าที่สะท้อนภาพสองด้านที่ขัดแย้งกันอย่างน่าพิศวง ด้านแรกคือจีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่ต้องงัดทุกมาตรการออกมาเพื่อประคองการผลิตในประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งคือจีนในฐานะผู้ส่งออกโซลาร์เซลล์และพลังงานสะอาดรายใหญ่ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการที่โลกทั้งใบต้องหันมาพึ่งพาพลังงานทดแทนพร้อมกัน หมากที่จีนวางมาตลอดทศวรรษ ทั้งโครงการรถไฟสายไหม โรงงานผลิตโซลาร์เซลล์ และห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ ล้วนกำลังออกดอกออกผลในเวลาเดียวกัน เพื่อควบคุมเกมพลังงานโลกในศตวรรษที่ 21
ที่มา: 中国光伏单月出口量创史高
