โอกาสทองของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสจีน

เครื่องปรุงรสมีบทบาทสำคัญในการชูรสชาติและกลิ่นของอาหารให้ดียิ่งขึ้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทั้งในครัวเรือนและร้านอาหารมักจะมีขวดเครื่องปรุงต่าง ๆ ให้เห็นอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนไปยังภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสในประเทศจีนที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก iiMedia Research ระบุว่า ในปี 2567 ตลาดเครื่องปรุงรสภาพรวมมีมูลค่าสูงถึง 687.1 พันล้านหยวน และตลาดเครื่องปรุงรสแบบสำเร็จรูปมีมูลค่า 52.2 พันล้านหยวน ด้วยระดับการบริโภคของชาวจีนที่ปรับตัวดีขึ้น จึงมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมจะพุ่งทะยานแตะระดับ 1.0028 ล้านล้านหยวน และตลาดแบบสำเร็จรูปจะเติบโตเป็น 103.3 พันล้านหยวนภายในปี 2570

การเติบโตนี้สอดรับกับภาพรวมเศรษฐกิจจีนในช่วงเดือนเมษายน 2568 ที่มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวขึ้นถึง 5.1% ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจจัดเลี้ยง (Catering Business) ที่ทำรายได้รวมไปถึง 4.16 แสนล้านหยวน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีรายได้ 1.23 แสนล้านหยวน เติบโตขึ้น 3.7% นักวิเคราะห์มองว่าแรงขับเคลื่อนนี้เกิดจากกำลังซื้อทางสังคมที่เพิ่มขึ้น ชาวจีนหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความสมดุลทางโภชนาการ ส่งผลให้ความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสขยายตัวตามไปด้วย

เทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นคือกระแสการรักสุขภาพที่ต้องมาคู่กับความสะดวกสบาย พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้สร้างพลวัตใหม่ให้กับตลาด ด้านหนึ่งคือความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพที่ทำให้ “ซีอิ๊วสูตรลดโซเดียมและเกลือต่ำ” กลายเป็นสินค้าขายดีอันดับหนึ่งในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 20.68% สวนทางกับสินค้ากลุ่มโซเดียมสูงอย่างผักดองและซุปไก่ที่มีส่วนแบ่งลดลงต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน การเติบโตของ “เศรษฐกิจแบบขี้เกียจ” (Lazy Economy) ก็ผลักดันให้ผู้บริโภคมองหาความสะดวกสบาย ส่งผลให้ “เครื่องปรุงรสแบบผสม” (Compound Condiments) ที่ให้รสชาติหลากหลายในขั้นตอนเดียว รวมถึงเครื่องปรุงในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบแต่ยังต้องการความอร่อย

ท่ามกลางการเติบโต ผู้ผลิตก็ต้องเผชิญกับความท้าทายและการปรับตัว ทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทานที่ราคาถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยที่ 7.19 หยวน/กิโลกรัม ในเดือนเมษายน 2568 ทำให้ผู้ผลิตต้องเร่งปรับโครงสร้างจากการเน้นขยายขนาดไปสู่การ “เน้นคุณภาพ” เพื่อบริหารจัดการต้นทุน นอกจากนี้ยังต้องรับมือกับมาตรการภาครัฐที่เข้มงวดขึ้น โดยมีการออกระเบียบให้ต้องระบุการใช้คำว่า “อาหารปรุงสำเร็จ” (Pre-prepared meals) บนฉลากให้ชัดเจน และข้อห้ามสำคัญคือห้ามใช้คำว่า “ไม่มีสารปรุงแต่ง” (No added additives) บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในระยะยาว

ในด้านการแข่งขัน ตลาดเครื่องปรุงรสจีนถูกขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นรายใหญ่ที่มีรากฐานแข็งแกร่ง นำโดย Haitian ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 12.5% ตามมาด้วย Lee Kum Kee 6.7% และ Zhongjing Food อีก 4.3% แม้ว่าผู้เล่นหลักทั้ง 3 รายจะครองพื้นที่การตลาดรวมกันเกือบ 1 ใน 4 ของมูลค่าทั้งหมด แต่ส่วนที่เหลือของตลาดยังคงเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการแข่งขันจากต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงเครื่องปรุงรสจากประเทศไทยที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ที่พบว่าในปี 2566 ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรุงรสอันดับ 6 ของโลก โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 5 ปีที่ร้อยละ 7.6

ปัจจัยความสำเร็จของเครื่องปรุงรสไทยมาจากรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพของชาวจีนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถหาซื้อได้ง่ายผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์ม E-commerce เช่น Taobao (淘寶), Pinduoduo (拼多多) และ Tmall (天猫) นอกจากนี้ การขยายตัวของร้านอาหารไทยในจีนยังช่วยดึงดูดคนท้องถิ่น แม้แต่ร้านอาหารจีนอย่าง Issou Sukiyaki ก็ยังมีเมนูต้มยำกุ้งให้บริการ ความนิยมนี้สะท้อนให้เห็นว่าส่วนผสมจากธรรมชาติและคุณสมบัติด้านสุขภาพของวัตถุดิบไทย กำลังเป็นที่ยอมรับและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง

https://www.ditp.go.th/post/a41yx89xrz1trk7p0lz253am https://www.ditp.go.th/post/rs35bentxh659ev0la0078nh https://www.tridge.com/stories/chinese-sauces-and-condiment-market-trends-consumer-preferences-sales-channels-and https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/295911 https://www.iimedia.cn/c400/106508.html https://fic.nfi.or.th/sector-monitor-detail.php?cat=11&type=1&smid=2652

en_USEnglish