ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีกลายเป็นพรมแดนใหม่ของการพัฒนา ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและจีนภายใต้กรอบ “เส้นทางสายไหมดิจิทัล” (Digital Silk Road) ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างพันธมิตรเชิงนโยบายที่จับต้องได้จริง
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนี้เริ่มต้นจากฐานรากทางปัญญา ในฐานะ Innovation Hub ได้ทำบันทึกความร่วมมือกับองค์กรในจีนมากกว่า 60 ฉบับ เช่น โครงการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ที่ใช้ AI เพิ่มผลผลิตร่วมกับ CAAS และห้องปฏิบัติการร่วมด้านเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากร ความร่วมมือเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรไทยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล
เมื่อหันไปมองฝั่งมหาอำนาจอย่างจีน จีนกำลังมุ่งหน้าสู่ “ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ” ในปี 2568 โดยอาศัยเทคโนโลยี 5G, IoT และ AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ มี 10 กระแสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยควรจับตามอง ซึ่งเป็นประตูโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
1. เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ (Experience Economy) สู่ระดับแลนด์มาร์ก
เมืองหลักอย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกว่างโจว ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางการค้า แต่กำลังเปลี่ยนเป็นเวทีแห่งประสบการณ์ ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่แสวงหาคุณค่าทางอารมณ์มากกว่าตัวสินค้า ดังเห็นได้จากโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่อย่าง LV Giant Boat ในเซี่ยงไฮ้ ที่ผสานแฟชั่น ศิลปะ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันจนกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ เทรนด์นี้ส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างแบรนด์ที่มีเรื่องราวและมอบประสบการณ์ร่วมแก่ผู้บริโภค

2. การบริโภคด้วยเหตุผลและตลาดเฉพาะกลุ่ม (Rational & Niche Market)
พฤติกรรม “ซื้อเพราะชอบ” เพียงอย่างเดียวเริ่มลดลง ผู้บริโภคกว่า 70% หันมาตรวจสอบข้อมูลและเปรียบเทียบราคาผ่านออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้ออย่างละเอียดรอบคอบ พร้อมกันนี้ ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะสินค้าเพื่อสุขภาพ อาหารออร์แกนิก และบริการแบบ Personalization ซึ่งเป็นโอกาสที่ธุรกิจไทยควรเจาะลึกความต้องการเฉพาะด้านนี้
3. การฟื้นฟูชนบท: ขุมทรัพย์ใหม่ในพื้นที่เมืองรอง
นโยบาย “Rural Revitalization” ของรัฐบาลจีน ทำให้กำลังซื้อไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่เมืองหลวงอีกต่อไป พื้นที่ชนบทและเมืองระดับอำเภอ โดยเฉพาะในมณฑลเสฉวน ยูนนาน และกุ้ยโจว มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ธุรกิจค้าปลีกและบริการกำลังขยายตัว นี่คือโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยในการรุกตลาดภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
4. นวัตกรรมร้านอาหาร: เมื่อรสชาติผสานเทคโนโลยี
ธุรกิจร้านอาหารจีนก้าวข้ามเรื่องรสชาติไปสู่การขาย “ประสบการณ์” ร้านดังอย่าง Haidilao หรือ Quanjude นำเทคโนโลยี VR มาสร้างบรรยากาศเสมือนจริงที่แปลกใหม่ สำหรับร้านอาหารไทย นี่คือจังหวะที่ควรนำเสนออัตลักษณ์อาหารไทยควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเล่าเรื่อง เพื่อสร้างความโดดเด่นที่แตกต่าง

5. ยุคไร้รอยต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ (O2O Integration)
จีนเป็นผู้นำโลกด้านโมเดล O2O (Online-to-Offline) อย่างแท้จริง แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และ JD.com ใช้ AI และ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลจนเกิดเป็น “ร้านค้าดิจิทัล” ที่คาดการณ์พฤติกรรมลูกค้าได้แม่นยำ ทำให้สามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงใจและปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที
6. เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Digital Economy)
ภายใต้นโยบายแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ จีนได้วางโครงสร้างพื้นฐาน 5G, IoT และ AI ครอบคลุมทั่วประเทศ เปลี่ยนวิถีชีวิตคนจีนกว่า 80% ให้ใช้สมาร์ตโฟนทำธุรกรรมทุกประเภท สิ่งนี้เปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดจีนได้ง่ายขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยไม่ต้องพึ่งพาหน้าร้านแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
7. กระแสบริโภคสีเขียว (Green Consumption)
นโยบาย “การพัฒนาแบบสีเขียว” ผลักดันให้ผู้บริโภคตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และสุขภาพ สินค้าที่เป็นมิตรต่อโลก บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ และพลังงานสะอาดกำลังเป็นที่ต้องการสูง ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของไทยที่มีวัตถุดิบธรรมชาติคุณภาพดี สามารถนำมาเป็นจุดขายหลักในตลาดนี้ได้
8. โลจิสติกส์อัจฉริยะเชื่อมโยงภูมิภาค
จีนยกระดับระบบขนส่งด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้งโดรนส่งของ รถยนต์ไร้คนขับ และคลังสินค้าอัจฉริยะ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็ว สอดรับกับยุทธศาสตร์ “One Belt One Road” (BRI) ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ช่วยให้การกระจายสินค้าไทยไปยังจีนทำได้สะดวกรวดเร็วและต้นทุนต่ำลง

9. แบรนด์จีนรุกตลาดโลกด้วยโมเดลใหม่
แบรนด์จีนรุ่นใหม่ เช่น Shein, Temu และ Miniso ประสบความสำเร็จในเวทีโลกด้วยการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการและปรับดีไซน์ให้เข้ากับท้องถิ่น (Localization) ผนวกกับการสนับสนุนจากรัฐบาล ปรากฏการณ์นี้เป็นแรงกระตุ้นให้แบรนด์ไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ
10. ข้อมูล (Data)
ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล “ข้อมูล” คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด การใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ตลาด ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังช่วยบริหารห่วงโซ่อุปทานและวางแผนการตลาดได้อย่างแม่นยำ ผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากที่สุด จะเป็นผู้ที่อยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง
ในขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ของความร่วมมือได้ซึมลึกเข้าสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ รายงาน “Digital Silk Road in Thailand” ระบุว่า บริการชำระเงินผ่านมือถือของจีนมีอัตราการเข้าถึงร้านค้าในกรุงเทพฯ สูงถึง 61% และคนไทยกว่า 45.4% เลือกใช้อีคอมเมิร์ซจีนเพราะความคุ้มค่า นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว ดิจิทัลยังทำหน้าที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรม เยาวชนไทยกว่า 90% เข้าถึงคอนเทนต์จีนผ่าน TikTok, เกมออนไลน์ และซีรีส์บนแพลตฟอร์มอย่าง WeTV ซึ่งมียอดวิวสูงเกือบ 5 พันล้านครั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเทคโนโลยีได้กลายเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพที่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว ความร่วมมือดิจิทัลไทย-จีน คือการผสานพลังระหว่างนวัตกรรมและโอกาสทางการค้า หากสามารถต่อยอดความร่วมมือได้ในทุกมิติ ทั้งสองประเทศจะก้าวสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่ภูมิภาคเอเชียในอนาคต พร้อมเปิดประตูโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดจีนกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะสินค้าสุขภาพและออร์แกนิก ผ่านระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ช่วยลดต้นทุน อีกทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการค้าผ่านระบบชำระเงินดิจิทัลที่ครอบคลุม และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระดับประชาชนผ่านสื่อบันเทิงดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
ที่มา: https://www.nstda.or.th/home/news_post/thailand-china-digital-silk-road-20250928/
