FTA ไทย-จีน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มความได้เปรียบด้านภาษีให้ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและขยายฐานตลาดของไทย โดยยังคงรักษาความมั่นคงของตลาดดั้งเดิมควบคู่กันไป ปัจจุบันไทยกำลังก้าวเดินเชิงรุกเพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือทางการค้าในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการผลักดัน FTA ฉบับใหม่กับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ พร้อมทั้งเดินหน้าเจรจากรอบการค้ากับตลาดศักยภาพใหม่ตามนโยบายเร่งรัดของรัฐบาล ความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับความผันผวนในเวทีการค้าโลก คงบทบาทของประเทศในห่วงโซ่การผลิต และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น ดังนั้น FTA จึงเป็นได้ทั้ง “เกราะป้องกัน” และ “กุญแจสู่ตลาดใหม่” ที่เสริมพลังให้ผู้ประกอบการไทยเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งบทบาทเหล่านี้ยิ่งเห็นเด่นชัดเมื่อมองผ่านความเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างไทยและจีนในปัจจุบัน
ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้น โดยไทยส่งออกสินค้าหลากหลายไปยังตลาดจีน ทั้งผลไม้สดและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และยางพารา ซึ่งเป็นหมวดสินค้าสำคัญที่มีบทบาทต่อรายได้ของประเทศอย่างต่อเนื่อง ความเข้มแข็งของสินค้าส่งออกเหล่านี้สะท้อนความสำคัญของตลาดจีนต่อผู้ประกอบการไทย และชี้ให้เห็นว่าการยกระดับความตกลงทางการค้า เช่น ACFTA 3.0 สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมศักยภาพการแข่งขันได้โดยตรง
ในทางกลับกัน ไทยนำเข้าสินค้าที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการผลิตจากจีน เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เคมีภัณฑ์ รวมถึงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง สินค้ากลุ่มนี้ช่วยเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมไทยและเป็นพื้นฐานของการผลิตในหลากหลายภาคส่วน การพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากจีนในระดับสูงนี้ยิ่งทำให้ความร่วมมือทางการค้าและความทันสมัยของ ACFTA 3.0 มีความสำคัญต่อไทยมากขึ้น ทั้งในแง่การลดต้นทุน การอำนวยความสะดวก และการเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ การค้าไทย–จีนกำลังสะท้อนผลลัพธ์ของ FTA ผ่านการเติบโตของศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญ เช่น เซินเจิ้น
โดยท่าเรือเส้อโข่วในนครเซินเจิ้นกำลังมีบทบาทเป็นประตูการค้าสำคัญระหว่างจีนและไทย ทั้งด้านการนำเข้าผลไม้สดจากไทย เช่น มะพร้าวอ่อนและทุเรียน ที่ต้องอาศัยระบบศุลกากรที่รวดเร็ว รวมถึงการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (NEV) ของค่าย BYD ไปยังตลาดไทย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 มูลค่าการค้าระหว่างเซินเจิ้นและไทยแตะ 92.82 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 4.4% ทำให้เซินเจิ้นกลายเป็นเมืองจีนที่ทำการค้ากับไทยมากที่สุด โดยภาคยานยนต์ไฟฟ้าโดดเด่นเป็นพิเศษ ส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ไปไทยแล้วกว่า 11,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งจากปีก่อน ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ารวมพุ่งขึ้นถึง 99.1% แตะ 1.28 พันล้านหยวน นอกจากนี้ สินค้าไฮเทค เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ก็เติบโตแรงเช่นกัน
ปัจจัยสนับสนุนมาจากความตกลงการค้าเสรี ACFTA และ RCEP ที่ช่วยลดภาษีและเพิ่มความคล่องตัวทางการค้า โดยเซินเจิ้นศุลกากรออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้ BYD กว่า 700 ฉบับ คิดเป็นมูลค่าราว 690 ล้านหยวน ช่วยประหยัดภาษีได้กว่า 30 ล้านหยวน
ในด้านการนำเข้า ผลไม้ไทยยังเป็นสินค้าหลักที่ได้รับความนิยม มะพร้าวอ่อนและทุเรียนได้รับประโยชน์จากระบบผ่านแดนแบบเร่งด่วน (Green Channel) ทำให้มูลค่าการนำเข้าผลไม้เพิ่มขึ้น 15% ขณะเดียวกัน การรับรองร่วมระบบผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษ (AEO Mutual Recognition) ระหว่างจีน–ไทย ช่วยให้บริษัทผ่านด่านศุลกากรเร็วขึ้นและตรวจน้อยลง ส่งผลให้การนำเข้าผลไม้เติบโตเพิ่มเติม
ความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสีเขียวของเซินเจิ้น กับทรัพยากรเกษตรและตลาดผู้บริโภคของไทย จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้การค้าทวิภาคี และช่วยผลักดันการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้ก้าวหน้าในระยะยาว
ที่มา: https://www.kaohoon.com/news/local/791986
https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/1256
https://thestatestimes.com/post/2025112101

